
มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ทำให้การส่งออกเหล็กของไทยเผชิญความยากลำบากและต้นทุนสูงขึ้น เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบการลดคาร์บอนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
อุตสาหกรรมเหล็กไทยมีการใช้กำลังการผลิตในระดับต่ำมากเพียง 32-33% ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ประมาณ 74-75%
ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมที่เข้มข้นขึ้น เช่น Safeguard และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Anti-Subsidy) เพื่อกระตุ้นการผลิตในประเทศให้ฟื้นตัว
นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และแกนนำ 10 สมาคมเหล็กซึ่งมีสมาชิกในอุตสาหกรรมและธุรกิจเหล็กกว่า 500 บริษัท เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงผลกระทบของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยกับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ว่า มาตรการดังกล่าวมีการบังคับใช้เฉพาะที่ยุโรป (บังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 ม.ค. 69) โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีการส่งออกเหล็กไปยุโรปบ้าง แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้มีปริมาณมากเท่าใดนัก
ทั้งนี้ เนื่องจากยุโรปมีการประกาศใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้น (Safeguard) มา 7 ปี เพราะฉะนั้นปริมาณที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่ก็คือเพื่อไม่ให้เกินโควต้า ซึ่งจะมีการยกเว้นโควต้าให้สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ไทยจึงได้ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวนี้
อย่างไรก็ตาม CBAM จะทำให้ปริมาณที่ไทยส่งออกมีความยากยิ่งขึ้น แต่อุตสาหกรรมเหล็กชั้นนำในประเทศเริ่มทำตามมาตรการแล้ว โดยจะเริ่มที่ Scope 1 หรือการปล่อยคาร์บอนโดยตรง และ Scope 2 คือการใช้พลังงาน ซึ่งอยู่ที่กระบวนการผลิต ยังไม่ครอบคลุมไปถึงวัตถุดิบ
“ถามว่ามาตรการ CBAM กระทบไทยมากไหม คงต้องเรียนว่ายังไม่มากแต่ปัญหาก็คือจะเกิดความล่าช้าเล็กน้อย เพราะกฎหมายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทยยังไม่ออก และที่สำคัญคือผู้ตรวจสอบ (Verifier) ในไทยว่าสามารถลดคาร์บอน Scope 1 หรือ Scope 2 ได้เท่าไหร่ยังไม่มีอย่างเป็นทางการ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล”
โดยต้องการให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนหาหน่วยงานตรวจสอบในประเทศไทยเพื่อความคล่องตัว เพราะหากต้องไปจ้างยุโรปมาดำเนิการก็จะช้าและสิ้นเปลือง เสมือนเป็นการเพิ่มต้นทุนไปอีกทาง
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันอุตสาหกรรมเหล็กไทยก็ปรับตัว และมีการส่งออกไปยุโรปได้ในปริมาณที่ไม่เกินโควต้าตามมาตรการ Safeguard โดยปริมาณตัวเลขที่ส่งออกไปน่าจะอยู่ประมาณหลักหมื่นตันไม่ถึงแสนตัน เพราะประเทศที่รับเหล็กจากไทยมีไม่มาก